โรคฝีมะม่วง เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด Chlamydia trachomatis สายพันธุ์ที่รุนแรง โรคนี้สามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบน้ำเหลือง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง

โรคฝีมะม่วง คืออะไร?

โรคฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum : LGV)  เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis ซึ่งส่งผลต่อระบบน้ำเหลือง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และขาหนีบ โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก และในกลุ่มชายรักชาย

โรคฝีมะม่วงเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ แต่การปล่อยให้โรคลุกลามโดยไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่การเกิดฝีในระบบน้ำเหลือง หรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

สาเหตุของโรคฝีมะม่วง

โรคฝีมะม่วงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis สายพันธุ์ที่รุนแรง (L1, L2, L3) โดยสามารถติดต่อได้ผ่าน

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก
  • การสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ สารหล่อลื่น หรือเลือด
  • การสัมผัสโดยตรงกับแผลที่ติดเชื้อ
Quicky

อาการของโรคฝีมะม่วง

อาการของโรคฝีมะม่วงแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยแต่ละระยะมีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน

ระยะที่ 1: ระยะแผลเริ่มต้น

  • มีแผลเล็กๆ ที่อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก
  • แผลไม่เจ็บและอาจหายไปเองภายใน 3-5 วัน

ระยะที่ 2: ระยะต่อมน้ำเหลืองบวม

  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวมโต เจ็บ และอาจกลายเป็นฝี
  • มีอาการปวดบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก
  • มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว

ระยะที่ 3: ระยะเรื้อรัง

  • เกิดภาวะฝีเรื้อรังในระบบน้ำเหลือง
  • อาจเกิดแผลเรื้อรังที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือขาหนีบ
  • ในบางกรณีอาจนำไปสู่การตีบตันของท่อปัสสาวะ หรือทวารหนัก

ผลกระทบจากโรคฝีมะม่วง

หากไม่ได้รับการรักษา โรคฝีมะม่วงอาจนำไปสู่

  • การเกิดฝีเรื้อรังในระบบน้ำเหลือง
  • การตีบตันของท่อปัสสาวะหรือทวารหนัก
  • การติดเชื้อเพิ่มเติมหรือแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
การวินิจฉัยโรคฝีมะม่วง

Love2Test

การวินิจฉัยโรคฝีมะม่วง

แพทย์จะวินิจฉัยโรคฝีมะม่วงโดย

  • การตรวจร่างกาย ตรวจดูแผล และลักษณะของต่อมน้ำเหลืองที่บวม
  • การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือชิ้นเนื้อ ส่งตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis
  • การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ

การรักษาโรคฝีมะม่วง

การรักษาโรคฝีมะม่วงมักใช้ ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรค ดังนี้

  • ยาปฏิชีวนะ ใช้ยากลุ่ม Doxycycline หรือ Azithromycin เพื่อกำจัดเชื้อ ระยะเวลาการรักษาอาจนานถึง 3 สัปดาห์
  • การระบายฝี ในกรณีที่ฝีบวมโตและเจ็บ แพทย์อาจต้องทำการระบายหนอง
  • ติดตามผลการรักษา ผู้ป่วยควรตรวจติดตามอาการเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
Buddy Chat — Love2Test

การป้องกันโรคฝีมะม่วง

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากผู้ที่มีเชื้อ
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำโดยเฉ พาะในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแผลหรือสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ
  • รักษาสุขอนามัยส่วนตัว หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

โรคฝีมะม่วงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาได้หากวินิจฉัย และรับการรักษาอย่างเหมาะสม การตระหนักถึงอาการ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ การป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ หากสงสัยว่าตนเองมีอาการที่เข้าข่าย ควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรักษาอย่างทันท่วงที