โรคแผลริมอ่อน ป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยมีลักษณะเฉพาะ คือ แผลเปิดที่อวัยวะเพศ ซึ่งมีขอบไม่เรียบ เจ็บปวด และสามารถลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองได้ โรคนี้พบมากในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์สูง เช่น แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของอเมริกาใต้
แม้ว่าโรคแผลริมอ่อนจะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง และเป็นแผลเป็นถาวร นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เนื่องจากแผลเปิดทำให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
โรคแผลริมอ่อน คืออะไร?
โรคแผลริมอ่อน (Chancroid) เเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ที่ส่งผลให้เกิด แผลเปิดที่อวัยวะเพศ ซึ่งมีขนาดใหญ่ เจ็บ และอาจมีหนอง โรคนี้แพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางเพศโดยตรงกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
โรคแผลริมอ่อนต่างจากโรคซิฟิลิสอย่างไร?
- โรคแผลริมอ่อน แผลมีขอบไม่เรียบ เจ็บ และเป็นหนอง
- โรคซิฟิลิสระยะแรก แผลมักเรียบ ไม่เจ็บ และหายได้เองในระยะหนึ่ง
สาเหตุของโรคแผลริมอ่อน
เชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi เป็นสาเหตุของโรคนี้ โดยเชื้อจะแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังหรือเยื่อเมือกที่มีรอยถลอกเล็ก ๆ ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ และพัฒนาเป็นแผลริมอ่อน
ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- การมีคู่นอนหลายคน
- การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
- การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หรือเริม
อาการของโรคแผลริมอ่อน
อาการของโรคนี้จะแสดงออกภายใน 3-10 วันหลังติดเชื้อ โดยมีอาการสำคัญดังนี้
- การเกิดแผลที่อวัยวะเพศ เริ่มจาก ตุ่มเล็ก ๆ สีแดง โดยตุ่มพัฒนาเป็น แผลเปิดที่มีขอบไม่เรียบ และมีหนอง แผลมัก เจ็บปวดอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจพบแผลได้มากกว่าหนึ่งแห่ง
- อาการที่ต่อมน้ำเหลือง (Bubo) ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม และเจ็บปวด อาจเกิดเป็นฝีหนองที่แตกออกได้
- อาการอื่น ๆ ที่อาจพบร่วม เช่น มีไข้ต่ำ ๆ อาการปวดแสบปวดร้อนที่อวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือการหดตัวของผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ
การวินิจฉัยโรคแผลริมอ่อน
- การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจแผล และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ โดยสังเกตลักษณะของแผลที่มีขอบไม่เรียบ และเจ็บปวด
- การเก็บตัวอย่างแผลเพื่อเพาะเชื้อ แพทย์อาจเก็บสารคัดหลั่งจากแผลเพื่อหาเชื้อ Haemophilus ducreyi ซึ่งวิธีนี้ช่วยแยกแยะโรคแผลริมอ่อนจากโรคอื่น ๆ เช่น ซิฟิลิสหรือเริม
- การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ตรวจเลือดหาเชื้อ HIV และซิฟิลิส หรือตรวจคัดกรองโรคหนองในหรือหนองในเทียม

การรักษาโรคแผลริมอ่อน
โรคแผลริมอ่อนสามารถรักษาได้ด้วย ยาปฏิชีวนะ ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi
- ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษา
- Azithromycin 1 กรัม รับประทานครั้งเดียว
- Ceftriaxone 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
- Erythromycin 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3-4 ครั้ง นาน 7 วัน
- Ciprofloxacin 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน
- การดูแลตัวเองขณะรักษา
- ควร หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าแผลจะหายสนิท
- ล้างแผลด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง
- ควรแจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจ และรักษา
- การติดตามผล
- แพทย์อาจนัดตรวจอีกครั้ง ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบว่าการรักษาได้ผลดีหรือไม่
- หากแผลไม่หายภายใน 7 วัน อาจต้องตรวจหาโรคอื่น ๆ ที่อาจติดร่วมด้วย
แนวทางป้องกันโรคแผลริมอ่อน
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ลดโอกาสการสัมผัสเชื้อโดยตรง
- หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน ควรมีคู่นอนที่แน่นอน และมั่นใจว่าไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุก 3-6 เดือน หากมีพฤติกรรมเสี่ยง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ล้างมือให้สะอาดหลังจากสัมผัสบริเวณที่อาจปนเปื้อนเชื้อ
- แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจ และรักษา หากตรวจพบว่าติดเชื้อ ควรแจ้งคู่นอนเพื่อให้เข้ารับการตรวจ และรักษาพร้อมกัน
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
โรคแผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อเรื้อรังหรือเป็นแผลเป็นถาวร
การใช้ถุงยางอนามัย ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ และปฏิบัติตามแนวทางการป้องกัน เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคนี้ หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคแผลริมอ่อน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาทันที เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น


