หลายคนอาจไม่รู้ว่าโรคโลนที่อวัยวะเพศ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย และมักทำให้เกิดความไม่สบายตัว และความกังวลใจ โรคนี้เกิดจากการติดปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยในขนบริเวณอวัยวะเพศ โดยสามารถแพร่ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสร่างกายอย่างใกล้ชิด หรือเพศสัมพันธ์ และยังสามารถแพร่ผ่านของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนู หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่การติดเชื้อแทรกซ้อน และการรบกวนสุขภาพจิต
โรคโลน คืออะไร?
โรคโลน (Pubic Lice) เกิดจากปรสิต ชื่อ Pthirus pubis หรือที่เรียกว่าโลนขน ซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กที่เกาะอาศัยอยู่ในขนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ขนรักแร้ หรือแม้แต่คิ้ว และขนตา โลนจะกัดผิวหนัง และดูดเลือด ทำให้เกิดอาการคันและรอยขีดข่วนตามมา โลนสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง และการใช้สิ่งของร่วมกัน
ลักษณะของตัวโลน
- ตัวโลนมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร
- รูปร่างคล้ายปูตัวเล็ก ๆ มีขาสั้นหนา และแข็งแรง สำหรับเกาะติดบนเส้นขน
- สีของโลนมักเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาล
- มักเคลื่อนที่ช้า แต่สามารถเกาะแน่นกับเส้นขนได้ดี
- ไข่โลน (nits) มีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเทา ติดแน่นกับโคนเส้นขน และลอกออกยาก
สาเหตุ และการติดต่อของโรคโลนที่อวัยวะเพศ
การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโลน
การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นสาเหตุหลักของการแพร่กระจายของโลน เพราะโลนสามารถเคลื่อนที่จากเส้นขนของผู้หนึ่งไปสู่อีกคนได้โดยตรงผ่านการสัมผัสร่างกายขณะมีความใกล้ชิดทางผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณขนอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นแหล่งที่โลนโปรดปรานในการอาศัยและวางไข่
- แม้จะใช้ถุงยางอนามัย โลนก็ยังสามารถแพร่จากบริเวณที่ไม่มีการป้องกัน เช่น ขนหัวหน่าวหรือขนรักแร้
- ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ โลนก็สามารถแพร่ได้จากการสัมผัสระหว่างขนกับขนขณะมีเพศสัมพันธ์แบบอื่น เช่น การเสียดสีหรือสัมผัสเนื้อตัว
หมายเหตุ โลนไม่สามารถกระโดด หรือบินได้เหมือนเหา แต่มันจะคลานจากเส้นขนของคนหนึ่งไปยังอีกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะร่างกายแนบชิด
การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
โลนสามารถรอดชีวิตได้ชั่วคราวนอกตัวคน เช่น อยู่บนผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า หรือผ้าขนหนู โดยเฉพาะหากเพิ่งหลุดออกจากร่างกายและยังมีชีวิตอยู่
- เมื่อผิวหนังของอีกคนสัมผัสกับของใช้ที่มีโลนหรือไข่เกาะอยู่ ก็สามารถติดเชื้อได้
- ของใช้ที่เสี่ยงที่สุด ได้แก่ ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอน, ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดหน้า, เสื้อผ้า ชุดชั้นใน หรือชุดว่ายน้ำที่ยังไม่ซัก และเบาะ หรือที่นั่งในพื้นที่เปียกชื้น เช่น ห้องอบไอน้ำ ซาวน่า
คำแนะนำ แม้โอกาสการติดเชื้อจากสิ่งของจะน้อยกว่าทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนใช้ร่วมกันจำนวนมาก
การสัมผัสร่างกายใกล้ชิด แม้ไม่ใช่เพศสัมพันธ์โดยตรง
โลนสามารถแพร่ได้ผ่านการสัมผัสผิวหนังกับผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีขนหนา เช่น บริเวณหัวหน่าว รักแร้ หรือหน้าอก
- ตัวอย่างของการสัมผัสที่อาจเสี่ยงต่อการติดโลน
- การกอดกันแนบชิด โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ใส่เสื้อผ้า
- การนอนร่วมเตียงเดียวกัน โดยใช้ผ้าห่มหรือหมอนร่วมกัน
- การเล่นกันใกล้ชิดในเด็ก เช่น เด็กนอนซุกกับผู้ติดเชื้อ โดยไม่รู้ตั
สิ่งที่ควรระวัง แม้จะไม่ได้มีพฤติกรรมทางเพศ แต่คนในครอบครัวหรือหอพักที่มีการใช้ของร่วมกัน และมีการสัมผัสใกล้ชิดก็มีโอกาสติดเชื้อโลนได้ หากในบ้านมีผู้ติดเชื้ออยู่แล้ว
อาการของการติดโลนที่อวัยวะเพศ
- อาการคันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน และอาจมีอาการรุนแรงขึ้นหลังจากอาบน้ำอุ่นหรือมีเหงื่อออก
- มีรอยแดง รอยขีดข่วน และผื่นบริเวณขนอวัยวะเพศ หรือขนรักแร้
- พบไข่โลน (nits) ติดอยู่กับเส้นขน ลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเทา ที่แน่นกับเส้นขน และลอกออกยาก
- อาจพบตัวโลนขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวได้ในขน ลักษณะคล้ายปูตัวเล็ก ๆ สีเทาหรือน้ำตาล
- ในบางรายอาจมีรอยฟกช้ำเล็ก ๆ (macula cerulea) บนผิวหนังจากการกัดของโลน
- มีความรู้สึกระคายเคืองหรือแสบที่ผิวหนังร่วมด้วย
- ในผู้ชายอาจพบการอักเสบหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ ส่วนในผู้หญิงอาจมีการคันรอบช่องคลอด และอาจเกิดการอักเสบรอง

การรักษาโลนที่อวัยวะเพศ
แม้ว่าโรคโลนจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ การรักษาที่ถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ใช้ยาฆ่าโลน (Pediculicide)
ยาที่ใช้สำหรับกำจัดโลนเป็นยาภายนอก โดยเน้นออกฤทธิ์ฆ่าตัวโลน และไข่ (ไข่โลนมีเปลือกแข็ง ติดแน่นกับเส้นขน)
- ตัวอย่างยา
- Permethrin 1% lotion หรือ cream – ใช้ทาบริเวณที่มีขน และทิ้งไว้ตามคำแนะนำ
- Malathion 0.5% lotion – เหมาะกับผู้ที่ดื้อ permethrin หรือใช้ไม่ได้ผล
- Ivermectin oral (ในบางกรณี) – อาจใช้ในผู้ที่ติดเชื้อรุนแรงหรือแพ้ยาทาภายนอก
- วิธีใช้ ทายาให้ทั่วบริเวณขนอวัยวะเพศ ทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด (เช่น 10 นาที หรือมากกว่านั้นตามชนิดของยา) ล้างออกด้วยน้ำอุ่น อาจต้องทำซ้ำใน 7-10 วัน เพื่อกำจัดโลนรุ่นใหม่ที่ฟักจากไข่
- ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว
เนื่องจากโลนสามารถอยู่รอดบนผ้า/วัสดุต่าง ๆ ได้ช่วงเวลาหนึ่ง การทำความสะอาดสิ่งของที่อาจมีโลนติดอยู่จึงสำคัญไม่แพ้การใช้ยา
- ซักผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัว ด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป
- อบแห้งด้วยเครื่องอบผ้า ด้วยความร้อนสูงไม่น้อยกว่า 20 นาที
- สำหรับสิ่งของที่ซักไม่ได้ เช่น หมอนหรือผ้าห่มหนา ควรใส่ถุงปิดสนิทไว้ 2 สัปดาห์ เพื่อรอให้โลนตายจากการขาดอาหาร
โกนขน หรือเล็มขนบริเวณที่ติดเชื้อ
แม้จะไม่จำเป็นเสมอไป แต่การโกน หรือเล็มขนบริเวณที่มีโลนจะช่วยให้มองเห็นตัวโลนหรือไข่ได้ง่ายขึ้น ลดพื้นที่อยู่อาศัยของโลน เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ทาให้สัมผัสผิวหนังได้ดีขึ้น
ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ใบมีดโกนร่วมกับผู้อื่น และควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ให้ดีหลังใช้
ติดตามอาการ และตรวจซ้ำ
การรักษาเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะไข่โลนอาจฟักหลังการรักษา
- สังเกตอาการคัน และตุ่มแดง หากยังไม่หายภายใน 7 วัน ควรกลับไปพบแพทย์
- อาจต้องทำการรักษาซ้ำในรอบที่สองในวันที่ 7–10 เพื่อกำจัดโลนที่ฟักจากไข่
- หากมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (เช่น ตุ่มหนอง แผลอักเสบ) แพทย์อาจให้ยาฆ่าเชื้อเพิ่มเติม
วิธีป้องกันการติดโลน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการคันหรือสงสัยว่าติดโลน
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- รักษาความสะอาดของร่างกาย และเสื้อผ้าเป็นประจำ
- ตรวจสุขภาพทางเพศ และพูดคุยเปิดใจกับคู่ของคุณเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพร่วมกัน
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- โรคเริมในวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ทำไมจึงต้องให้ความสำคัญ
- โรคหนองใน : โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรรู้ทัน
โลนที่อวัยวะเพศเป็นปัญหาสุขภาพที่แม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก่อความรำคาญ และอาจนำไปสู่การติดเชื้อแทรกซ้อน หากพบอาการควรรีบปรึกษาแพทย์ และรักษาให้ถูกต้อง พร้อมดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการติดซ้ำ และแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Pubic Lice (Crabs) - Symptoms and Treatment. Overview of pubic lice, including transmission and treatment guidelines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/parasites/lice/pubic/index.html
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Ectoparasitic Infections: Pediculosis Pubis. Recommended treatment guidelines for pubic lice using topical agents and oral ivermectin. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/ectoparasitic.htm
- National Health Service (NHS). Pubic Lice – Symptoms, Causes, and Treatments. Comprehensive guidance on how pubic lice are spread and treated. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhs.uk/conditions/pubic-lice/
- Healthdirect Australia. Pubic Lice (Crabs) – Symptoms and Treatments. Public health information on diagnosis and management of pubic lice. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.healthdirect.gov.au/pubic-lice-crabs
- PubMed Central (PMC). Pubic Lice (Pthirus pubis): History, Biology and Treatment. Academic article covering the biology, epidemiology, and management of pubic lice. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2672365/


