ไวรัสเอชพีวี (HPV) เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุดในโลก แต่กลับมีหลายคนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดเชื้อ เพราะเชื้อมักไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรก จนกว่าจะลุกลามกลายเป็นโรคที่ร้ายแรง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก หรือหูดหงอนไก่ ฉะนั้นเราควรทำความเข้าใจว่าไวรัสเอชพีวีคืออะไร ติดต่ออย่างไร อันตรายแค่ไหน และเราจะป้องกันได้อย่างไร เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

ไวรัสเอชพีวี (HPV) คืออะไร?

ไวรัสเอชพีวี (HPV – Human Papillomavirus) คือ กลุ่มของไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันทั้งในด้านการก่อโรค และระดับความรุนแรง

  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง มักทำให้เกิด หูดตามผิวหนังทั่วไป เช่น หูดที่มือ หูดที่เท้า
  • สายพันธุ์ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
    • สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV) เช่น HPV-6 และ HPV-11 ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่
    • สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) เช่น HPV-16, 18, 31, 33 ฯลฯ ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งหลายชนิด

โรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ HPV

HPV เป็นไวรัสที่เชื่อมโยงกับโรคที่ร้ายแรง และส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต เช่น

  • มะเร็งปากมดลูก – เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง และกว่า 90% มีสาเหตุจาก HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง
  • มะเร็งช่องคลอด และช่องปาก – เกิดจากการติดเชื้อในระยะยาว
  • มะเร็งทวารหนัก – พบบ่อยในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
  • มะเร็งองคชาต – พบได้ในเพศชายที่ไม่ผ่านการฉีดวัคซีนหรือไม่ได้ขลิบ
  • หูดหงอนไก่ (Genital Warts) – เกิดจากสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ เป็นตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ

ไวรัสเอชพีวี ติดต่อได้อย่างไร?

HPV เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ง่ายผ่าน การสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่เหมือนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วไป ดังนี้

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก (ออรัลเซ็กซ์) เป็นช่องทางที่พบบ่อยที่สุดในการติดเชื้อ โดยเฉพาะหากไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย หรือมีเพศสัมพันธ์กับหลายคน
  • การสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ การสัมผัสจากนิ้วมือ หรือผิวหนังโดยตรงก็สามารถแพร่เชื้อได้ เพราะ HPV ไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่จึงจะติดต่อเชื้อได้
  • การใช้ของเล่นทางเพศร่วมกัน หากไม่ได้ล้าง หรือฆ่าเชื้อก่อนใช้งานร่วมกับผู้อื่น ทำให้มีโอกาสสูงในการถ่ายเชื้อผ่านของเล่นหรืออุปกรณ์
  • การคลอดทางช่องคลอด ในบางกรณี HPV สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอดได้ แต่พบไม่บ่อย
Quicky

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง

  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
  • ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • กลุ่ม LGBTQ+ โดยเฉพาะชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และหญิงข้ามเพศ

อาการของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

หนึ่งในลักษณะสำคัญของไวรัสเอชพีวี (HPV) คือ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการใด ๆ เลย โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังได้รับเชื้อ ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตนเองกำลังติดเชื้อ และอาจแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ

ภาวะไม่มีอาการ (Asymptomatic Infection)

  • การติดเชื้อ HPV โดยทั่วไปจะไม่ก่อให้เกิดอาการ
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง ภายในระยะเวลา 1–2 ปี
  • ผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่ได้ติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงมักจะไม่เกิดโรคร้ายแรง
  • อย่างไรก็ตาม เชื้ออาจแฝงตัวอยู่ในร่างกาย และกลับมาทำงานอีกในอนาคตได้

ในบางราย HPV อาจแสดงอาการผิดปกติที่ต้องเฝ้าระวัง

  • หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจาก HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ เช่น HPV-6 และ HPV-11 ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดตุ่มหรือก้อนนูนบนผิวหนังที่สัมผัสกับเชื้อ
    • ลักษณะ ตุ่มนูนเล็ก ๆ หรือหลายตุ่มรวมกันเป็นกลุ่ม มีรูปร่างคล้ายหงอนไก่
    • บริเวณที่พบบ่อย
      • อวัยวะเพศชาย เช่น ปลายองคชาต หรือหนังหุ้มปลาย
      • อวัยวะเพศหญิง เช่น แคมใหญ่ แคมเล็ก ปากช่องคลอด
      • ทวารหนัก หรือรอบ ๆ ทวาร
    • อาการร่วม
      • คันหรือระคายเคือง
      • อาจเจ็บเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเจ็บเลย
      • กรณีที่อยู่ในช่องคลอดหรือทวารหนัก อาจตรวจพบได้โดยแพทย์เท่านั้น
    • แม้หูดหงอนไก่จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่มีผลกระทบด้านจิตใจ และมักต้องรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือยาทา
  • การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก (Cervical Dysplasia) HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น HPV-16 และ HPV-18 สามารถทำให้เกิด การกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้หากไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง และรักษา
    • ไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น
    • ตรวจพบได้โดยการทำ Pap smear หรือ HPV DNA test
    • หากตรวจพบเซลล์ผิดปกติ แพทย์จะทำ colposcopy หรือตัดเนื้อเยื่อตรวจเพิ่มเติม
    • หากปล่อยทิ้งไว้นานหลายปีโดยไม่รักษา อาจพัฒนาเป็น มะเร็งปากมดลูก
  • อาการของโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในบางกรณีที่การติดเชื้อ HPV ไม่ได้รับการตรวจหรือรักษา อาจลุกลามเป็นมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งทวารหนัก, มะเร็งช่องปาก ลำคอ และโคนลิ้น และมะเร็งองคชาต หรือช่องคลอด
    • อาการที่อาจบ่งชี้ว่ามีการลุกลามเป็นมะเร็ง เช่น
      • เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
      • เจ็บหรือปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
      • ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นแรง หรือมีเลือดปน
      • ปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน
      • เจ็บลึกบริเวณทวารหนัก หรือมีเลือดออกทางทวาร
ประเภทของการตรวจคัดกรอง HPV

ประเภทของการตรวจคัดกรองไวรัสเอชพีวี

  • Pap Smear (แปปสเมียร์) เป็นการตรวจเซลล์เยื่อบุปากมดลูก เพื่อค้นหา ความผิดปกติของเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง โดยวิธี:
    • แพทย์จะใช้แปรงขนาดเล็กเก็บเซลล์จากปากมดลูก
    • นำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
    • ตรวจพบความผิดปกติ เช่น เซลล์อักเสบ หรือเซลล์ผิดปกติระดับต่าง ๆ
    • เหมาะสำหรับ
      • ผู้หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์
      • เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป
      • ทำทุก 3 ปี หากผลปกติอย่างต่อเนื่อง
  • HPV DNA Test เป็นการตรวจหา สารพันธุกรรมของไวรัส HPV โดยตรงในเซลล์จากปากมดลูก เพื่อระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือไม่
    • สามารถตรวจควบคู่กับ Pap smear ได้
    • มีความแม่นยำสูงกว่าการตรวจ Pap smear เพียงอย่างเดียว
    • ตรวจพบไวรัสได้แม้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
    • เหมาะสำหรับ
      • ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป
      • ผู้ที่มีผล Pap smear ผิดปกติ
      • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีคู่นอนหลายคน
  • Anal Pap Test หรือ Anoscopy เป็นการตรวจเซลล์เยื่อบุทวารหนักเพื่อค้นหา การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในบริเวณทวารหนัก ซึ่งอาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในอนาคต
    • คล้ายการทำ Pap smear แต่ใช้เก็บเซลล์จากทวารหนัก
    • มักใช้ควบคู่กับการตรวจ Anoscopy ซึ่งเป็นการส่องกล้องเพื่อดูเยื่อบุทวารโดยตรง
    • เหมาะสำหรับ
      • ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (MSM)
      • หญิงข้ามเพศที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวาร
      • ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
Love2Test

คำแนะนำทั่วไปในการตรวจคัดกรองไวรัสเอชพีวี

กลุ่มเป้าหมายแนะนำให้ตรวจ
ผู้หญิงอายุ 21–29 ปีPap smear ทุก 3 ปี
ผู้หญิงอายุ 30–65 ปีPap smear + HPV DNA test ทุก 5 ปี
กลุ่ม MSM หรือหญิงข้ามเพศAnal Pap หรือ Anoscopy ทุกปี (โดยเฉพาะผู้มี HIV)
ผู้ที่มีผลตรวจผิดปกติควรติดตามซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์

การรักษาไวรัสเอชพีวี

โดยทั่วไป ร่างกายของคนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงสามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้เองภายใน 1–2 ปี โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ในบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หูดหงอนไก่ หรือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

การรักษาหูดหงอนไก่ (Genital Warts)

แม้หูดหงอนไก่จะไม่พัฒนาเป็นมะเร็ง แต่ก็สร้างความไม่สบายใจ และอาจแพร่เชื้อได้ จึงควรรับการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้

  • การจี้ไฟฟ้าหรือเลเซอร์ (Electrocautery / Laser Therapy): ใช้ทำลายหูดโดยตรง
  • การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy): ใช้ไนโตรเจนเหลวทำให้หูดหลุด
  • การใช้ยาทา: เช่น Podophyllin, Imiquimod หรือ Trichloroacetic acid โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัด: ใช้ในกรณีที่หูดมีขนาดใหญ่หรือเกิดซ้ำบ่อย

หมายเหตุ แม้หูดจะหายไปแล้ว แต่เชื้อ HPV อาจยังแฝงอยู่ในร่างกาย จึงควรใช้ถุงยาง และหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อต่อ

การรักษาความผิดปกติของเซลล์จาก HPV (Cervical Dysplasia)

การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์รุนแรงอาจทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในระยะยาว หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถรักษาได้ เช่น:

  • การขูดเยื่อบุปากมดลูก (LEEP / Loop Electrosurgical Excision Procedure): ตัดบริเวณเซลล์ผิดปกติออกด้วยไฟฟ้า
  • การใช้เลเซอร์จี้เซลล์ผิดปกติ (Laser ablation)
  • การผ่าตัดปากมดลูกบางส่วน: สำหรับกรณีที่ผิดปกติระดับสูง

การรักษาเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การติดตาม และเฝ้าระวัง (Watchful Waiting)

ในบางกรณี โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เล็กน้อย แพทย์อาจเลือก ไม่รักษาในทันที แต่แนะนำให้

  • ตรวจ Pap smear ซ้ำใน 6–12 เดือน
  • ติดตาม HPV DNA test
  • ประเมินภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ที่ติดเชื้อ HIV อาจต้องตรวจถี่กว่า

วิธีนี้ใช้เมื่อร่างกายมีแนวโน้มกำจัดเชื้อได้เอง และไม่มีสัญญาณอันตรายเร่งด่วน

การรักษามะเร็งที่เกิดจาก HPV

หากการติดเชื้อ HPV พัฒนาไปสู่โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก หรือมะเร็งช่องปาก แพทย์จะพิจารณาแผนการรักษาตามระยะของโรค เช่น

  • การผ่าตัด
  • เคมีบำบัด
  • การฉายแสง
  • หรือ รักษาแบบผสมผสาน

การรักษามะเร็งจาก HPV มีแนวโน้มที่ดี หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น

การป้องกันไวรัสเอชพีวี

การป้องกันไวรัสเอชพีวี

  • วัคซีน HPV วัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยเฉพาะวัคซีนรุ่นใหม่ที่ป้องกันได้ถึง 9 สายพันธุ์ (เช่น Gardasil 9) ควรฉีดตั้งแต่อายุ 9–26 ปี แต่สามารถฉีดได้จนถึงอายุ 45 ปี ฉีดได้ทั้งเพศชาย และหญิง รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ ลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก ทวารหนัก ช่องปาก และหูดหงอนไก่
  • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด ยิ่งใช้ควบคู่กับวัคซีน ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ
  • ตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้หญิงทุก 3 ปี (หลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์) สำหรับกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ควรหารือกับแพทย์เรื่องการตรวจทวารหนัก
Buddy Chat — Love2Test

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

HPV คือไวรัสเงียบที่มากับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงหากละเลยการป้องกัน และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่มีอาการในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจ หรือฉีดวัคซีน ก็อาจพัฒนาเป็นมะเร็งในระยะยาวได้

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือต้องการฉีดวัคซีน HPV หรือรับการตรวจคัดกรอง สามารถติดต่อคลินิก หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการด้านสุขภาพทางเพศใกล้บ้านคุณได้ทันที

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Genital HPV Infection – Fact Sheet. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการติดเชื้อ HPV และแนวทางการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/hpv/stdfact-hpv.htm
  • World Health Organization (WHO). Human papillomavirus (HPV) and cervical cancer. แนวทางและข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่าง HPV และมะเร็งปากมดลูก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/human-papillomavirus-(hpv)-and-cervical-cancer
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • องค์การเภสัชกรรม. ความรู้เกี่ยวกับวัคซีน HPV และแนวทางการฉีดเพื่อป้องกันโรคที่เกี่ยวข้อง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.gpo.or.th
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. HPV ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ด้วยวัคซีน. ข้อมูลสุขภาพสำหรับประชาชน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nationalhealth.or.th