แม้การมีเพศสัมพันธ์จะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่มันก็เป็นช่องทางหนึ่งของการแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections หรือ STI) ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม โรคบางชนิดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดในการควบคุมและลดการระบาดในระดับประชากร
การรู้จักกับวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ เช่น HPV, ไวรัสตับอักเสบบี, ไวรัสตับอักเสบเอ และวัคซีนอื่น ๆ ที่อาจเหมาะสำหรับบางกลุ่มเสี่ยง พร้อมแนะนำแนวทางการฉีดวัคซีนเพื่อให้คุณเตรียมพร้อมก่อนมีความเสี่ยง
วัคซีน HPV ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหูดหงอนไก่
HPV คืออะไร?
ไวรัส HPV หรือ Human Papillomavirus คือกลุ่มของไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ ซึ่งประมาณ 40 สายพันธุ์สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก เชื้อ HPV บางสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ (genital warts) ในขณะที่สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงบางชนิดสามารถนำไปสู่การพัฒนาของเซลล์ผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอวัยวะเพศชาย และมะเร็งช่องปาก/คอหอย
HPV เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก และการติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ คนจำนวนมากอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ ทำให้สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว
วัคซีน HPV มีแบบใดบ้าง?
วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง และป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ยังไม่เคยสัมผัสเชื้อมาก่อน วัคซีนแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก
- Quadrivalent Vaccine (วัคซีน 4 สายพันธุ์) ป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 (ที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่) รวมถึงสายพันธุ์ 16 และ 18 (ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งชนิดอื่น)
- Nonavalent Vaccine (วัคซีน 9 สายพันธุ์) ขยายขอบเขตการป้องกันได้มากขึ้น โดยครอบคลุมสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18 และอีก 5 สายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง (รวมแล้วสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90%)
ควรฉีดเมื่อไหร่?
การฉีดวัคซีน HPV จะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มฉีดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่ก่อนสัมผัสเชื้อ
- อายุ 9–14 ปี: แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 6–12 เดือน
- อายุ 15 ปีขึ้นไป หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ: ต้องฉีด 3 เข็ม ตามกำหนด 0, 1–2 และ 6 เดือน
- ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือไม่แน่ใจว่ามีเชื้อหรือไม่: ยังสามารถฉีดวัคซีนได้ โดยเฉพาะหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แม้ประสิทธิภาพอาจลดลงหากเคยสัมผัสเชื้อแล้ว
วัคซีน HPV เหมาะกับใคร?
- ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในวัยเด็ก และวัยรุ่นที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่
- ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของหญิงไทย
- ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอทำให้มีความเสี่ยงต่อ HPV มากขึ้น และควรได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ผลข้างเคียงของวัคซีน HPV
โดยทั่วไปวัคซีน HPV ปลอดภัยมาก ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด
- ปวดศีรษะ
- ไข้ต่ำ
- รู้สึกอ่อนเพลีย
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเกิดได้น้อยมาก และการได้รับวัคซีนยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าการติดเชื้อ HPV ที่อาจนำไปสู่มะเร็ง
ทำไมควรฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่เนิ่น ๆ
การป้องกันเชื้อ HPV ตั้งแต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้มากที่สุด การฉีดวัคซีนเป็นการลงทุนในสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะหากคุณ หรือบุตรหลานอยู่ในช่วงวัยเรียน การฉีดก่อนย่อมปลอดภัยกว่า
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine)
ไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร?
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ โดยสามารถแพร่เชื้อได้ผ่านทางเลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งทางช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด
ในหลายกรณีผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการในช่วงแรก แต่เชื้อสามารถกลายเป็นพาหะเรื้อรัง และนำไปสู่ภาวะรุนแรงในระยะยาว เช่น ตับแข็ง และ มะเร็งตับ
การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งมีความปลอดภัย และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงถึง 95% ขึ้นไป
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี มีกี่เข็ม?
รูปแบบมาตรฐานของการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี คือ ต้องฉีด 3 เข็ม
- เข็มที่ 1: วันที่เริ่มต้น (เดือนที่ 0)
- เข็มที่ 2: 1 เดือนหลังจากเข็มแรก
- เข็มที่ 3: 6 เดือนหลังจากเข็มแรก
ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดหลังครบ 3 เข็ม และอาจอยู่ได้นานหลายสิบปีโดยไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติ
ใครควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี?
วัคซีนนี้ควรได้รับตั้งแต่แรกเกิด แต่หากคุณยังไม่เคยได้รับ สามารถฉีดได้ในทุกช่วงอายุ โดยกลุ่มที่แนะนำเป็นพิเศษ ได้แก่
- ทารกแรกเกิด: รับวัคซีนตั้งแต่แรกคลอดตามแผนวัคซีนแห่งชาติ
- ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือไม่ทราบสถานะการฉีด
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
- ผู้มีคู่นอนหลายคนโดยไม่ป้องกัน
- ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ติดเชื้อ
- ผู้ใช้สารเสพติดทางเข็ม
- บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสเลือด
- ผู้ป่วยโรคไต หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ก่อนเริ่มฉีด แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน หรือดูว่ามีการติดเชื้อเรื้อรังมาก่อนหรือไม่
ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีได้รับการยืนยันว่ามีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันโรค ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย ได้แก่
- ปวดบริเวณที่ฉีด
- ไข้ต่ำ
- ปวดศีรษะ หรือเมื่อยล้า
ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมาก และประโยชน์ของวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine)
ไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร?
ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ โดยติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน หรือผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (anal sex) เชื้อไวรัสนี้ไม่กลายเป็นพาหะเรื้อรังเหมือนไวรัสตับอักเสบบี แต่สามารถทำให้เกิดอาการตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง และอาจต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายสัปดาห์
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ มีกี่เข็ม?
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม
- เข็มที่ 1: เริ่มต้น
- เข็มที่ 2: ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6–12 เดือน
เมื่อฉีดครบแล้วจะสามารถป้องกันโรคได้ยาวนานถึง 20 ปี หรือมากกว่านั้น
ใครควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ?
แม้ว่าจะไม่ใช่วัคซีนบังคับ แต่ควรพิจารณาในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้
- นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด เช่น บางประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
- ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงมากขึ้นหากติด HAV
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี/ซี
- ผู้ทำงานในสถานเลี้ยงเด็ก หรือสถานบริการอาหาร
- ผู้ที่อยู่ในสถานที่ปิด เช่น เรือนจำ หรือหอพักแน่นหนา
ประสิทธิภาพของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเฉลี่ยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายมากกว่า 95% หลังฉีดครบ 2 เข็ม และมีผลข้างเคียงน้อยมาก เช่น
- ปวดบริเวณที่ฉีด
- เหนื่อยเล็กน้อย หรือมีไข้ต่ำ
- คลื่นไส้เล็กน้อยในบางราย
การฉีดวัคซีนนี้ยังช่วยลดการระบาดในระดับชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

เปรียบเทียบวัคซีนป้องกันโรคจากเพศสัมพันธ์
| วัคซีน | โรคที่ป้องกัน | จำนวนเข็ม | เหมาะกับใคร | ระยะเวลาป้องกัน |
|---|---|---|---|---|
| HPV | มะเร็งปากมดลูก หูดหงอนไก่ | 2–3 เข็ม | วัยรุ่น, MSM, ผู้หญิง | >10 ปี |
| HBV | ไวรัสตับอักเสบบี | 3 เข็ม | ทุกเพศ, กลุ่มเสี่ยง | ตลอดชีวิต (บางรายต้องตรวจภูมิซ้ำ) |
| HAV | ไวรัสตับอักเสบเอ | 2 เข็ม | นักท่องเที่ยว, MSM | >20 ปี |
สถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์
การเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น วัคซีน HPV, วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี ถือเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพทางเพศอย่างยั่งยืน ปัจจุบันในประเทศไทยมีสถานที่หลากหลายที่ให้บริการฉีดวัคซีนเหล่านี้อย่างครอบคลุม ครอบคลุมทั้งระบบสาธารณสุขภาครัฐ และเอกชน
- โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขหลายแห่งมีบริการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะวัคซีนที่อยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีในเด็ก หรือวัคซีน HPV ในบางพื้นที่นำร่อง สำหรับผู้ใหญ่ หรือกลุ่มเสี่ยง อาจมีค่าใช้จ่ายบางส่วนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่ง
- คลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ป้องกัน มักมีบริการวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศโดยตรง บางแห่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษา วางแผนวัคซีนตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล และดูแลต่อเนื่องอย่างมีระบบ
- คลินิกสุขภาพทางเพศ คลินิกที่เน้นบริการด้านสุขภาพทางเพศ เช่น คลินิกสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ หรือเยาวชนที่มีความเสี่ยงสูง ให้บริการทั้งการปรึกษา ตรวจคัดกรอง และฉีดวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงบริการด้านอื่น ๆ เช่น PrEP, PEP, การตรวจเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบครบวงจร
- คลินิกเอกชนในพื้นที่หลัก ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีคลินิกเอกชนหลายแห่งที่เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์แบบไม่ต้องรอนาน พร้อมบริการที่เป็นส่วนตัว และมีความยืดหยุ่นสูง วัคซีนที่สามารถรับบริการได้บ่อย ได้แก่
- วัคซีน HPV (ชนิด 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์)
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (3 เข็ม)
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (2 เข็ม)
- วัคซีนฝีดาษลิง (ในกลุ่มจำกัด)
- บางแห่งอาจมีโปรโมชั่นวัคซีนแบบแพ็กเกจ หรือให้บริการเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนด ควรโทรสอบถาม หรือตรวจสอบจากเว็บไซต์ของคลินิกนั้นก่อนเข้ารับบริการ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- ไวรัสเอชพีวี ไวรัสเงียบที่มากับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ไวรัสตับอักเสบบี โรคที่อาจเปลี่ยนชีวิต แต่ป้องกันได้
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้ถุงยาง หรือตรวจเลือดเท่านั้น แต่วัคซีนก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทรงพลัง ปลอดภัย และคุ้มค่า โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง การฉีดก่อน จึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง
สุขภาพทางเพศที่ดี คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HPV Vaccine Overview. Comprehensive guidance on prevention of HPV-related cancers and warts. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hpv/parents/vaccine-for-hpv.html
- World Health Organization (WHO). Human Papillomavirus (HPV) and Cervical Cancer. Global strategies and vaccine recommendations. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/human-papillomavirus-(hpv)-and-cervical-cancer
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน HPV, วัคซีนไวรัสตับอักเสบ และการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.). แนวทางการส่งเสริมสุขภาพทางเพศสำหรับวัยรุ่นและประชาชนทั่วไป. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nationalhealth.or.th/sites/default/files/sexual-health-guide.pdf
- U.S. Department of Health & Human Services (HHS) – HIV.gov. HIV Prevention and STI Vaccination Strategies. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.hiv.gov/hiv-basics/hiv-prevention/using-hiv-medication-to-reduce-risk/hiv-vaccines


